(ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา)
หลายคนคงเคยได้ยิน ได้อ่าน ได้ฟัง ได้เห็น วลีประมาณว่า “เป็นตุ๊ดนี่ต้องตั้งใจเรียน เรียนให้เก่งๆ จะได้มีงานมีการดีๆ เพื่อพิสูจน์ตัวเอง”
ถ้าจะพูดแบบไม่ถ่อมตัว เราก็เป็นคนที่เรียนเก่ง (เรื่องเป็นตุ๊ดไหม …. สาบานว่าต้องการคำตอบ) แต่การเรียนเก่งของเรานี่ไม่เคยมาจากแรงผลักดันที่ต้องพิสูจน์ตัวเองอะไร เอ้า เอาให้เกลียดกันไปเลย คือจำความได้มันก็หัวดีแบบนี้ ประถมนี่แทบไม่อ่านหนังสือก่อนสอบ มาเริ่มอ่านเอามัธยมต้นและทุ่มเทมากขึ้นตามระดับการศึกษา แต่ก็เกิดมาจากความคิดที่ว่า “เราอยากทำให้เต็มที่” ไม่ได้เกิดจาก “เราจะต้องพิสูจน์ตัวเอง”
แต่ก็ไม่ใช่ว่าอีตุ๊ดเด็กนี่จะไม่มีปม ไม่เอาๆ ไม่เรียกปม ปล่อยวางแล้ว เรียกใหม่ว่าเป็นประสบการณ์เคยฝังใจ
ช่วงประถมปลาย ไปบ้านเพื่อนคนหนึ่งในวันหยุด พอเปิดเรียนวันจันทร์ก็งงๆ ว่าเพื่อนคนนี้ดูแปลกๆ ไม่พูดไม่จากับเรา เพื่อนๆ คนอื่นในกลุ่มคนอื่นๆ ก็ซุบซิบกัน ถามไปถามมาจนได้ความว่า คุณแม่ของเพื่อนเจ้าของบ้าน บอกให้เพื่อนเลิกคบกับเรา เพราะกลัวเพื่อนจะเป็นแบบเรา
ก็ยังเด็กอะเนอะ มันเลยงงๆ ว่าเหยเป็นตุ๊ดแล้วคือยังไงหรอ คบแล้วมันจะไม่ดียังไง เราเป็นเด็กดีตั้งใจเรียน เป็นเพื่อนที่ดีนะ แต่คิดแล้วก็ไม่ได้คำตอบอะไร ซึ่งก็ไม่ได้พยายามจะคิดอะไรมากเพราะเพื่อนคนนั้นก็เลิกคบกันอยู่ประมาณสองวัน แล้วก็กลับมาคุย กินข้าว ทำงานกลุ่มด้วยกันเหมือนเดิมจนแยกย้ายกันไปตอนจบ ป.6
อีกครั้งเกิดตอนมัธยมต้น ไปบ้านเพื่อนเช่นเคย บ้านเพื่อนคนนี้ไปหลายครั้งด้วยก่อนจะเกิดเหตุ ซึ่งเหตุการณ์ก็เหมือนเดิมคือ คุณแม่เพื่อนบอกว่าอย่ามาสนิทกับเรามากเดี๋ยวจะติดนิสัย
ที่มัน (เคย) ฝังใจก็เพราะเรื่องราวเกิดขึ้นหลังจากครั้งที่เราไปติวหนังสือให้เพื่อนคนนี้ที่บ้าน
และมันก็คลี่คลายไม่ต่างกัน จำไม่ได้ว่าไม่คุยกันถึงวันไหม สุดท้ายก็คบก็คุยเหมือนปกติจนจบ ม.3
ไม่ได้จะมาอวยพ่อแม่ตัวเองว่าเลี้ยงมาดี เพราะตัวเองตอนนี้ก็ยังมีนิสัยทั้งที่ดีและไม่ดี แต่นึกดูแล้วพ่อแม่เราไม่เคยบอกให้เลิกคบเพื่อนเพราะเพื่อนเป็นอะไร แต่มีที่บอกว่าอย่าทำตามเพื่อนที่เพื่อนทำแบบนี้ (เช่นพูดคำหยาบ) เพราะมันไม่ดี
อีกหนึ่งเหตุการณ์ อันนี้ไม่เกี่ยวกับเพื่อนละ แต่เป็นคุณครู ช่วงประถม เรากับเพื่อนๆ เป็นเวรเก็บขยะโรงอาหาร ซึ่งกลุ่มเรามีเราเป็นนักเรียนชายคนเดียว (สวยๆ 555) พอเก็บขยะเสร็จจะเดินไปรอเข้าแถว ก็มีคุณครูท่านหนึ่งซึ่งสอนชั้นโตกว่าเรา (คือยังไม่เคยมีโอกาสได้เรียนกับท่านมาก่อน) เรียกเราไปหาแล้วก็บอกประมาณว่า ทำไมคบแต่กับเพื่อนผู้หญิง มันจะเป็นตุ๊ดนะ ดูท่าทางสิ กระตุ้งกระติ้งมาก เลิกๆ คบเพื่อนผู้ชายบ้าง
ตอนนั้นเด็กหัวโปกก็งงนะ ว่าแบบเอ๊อ ถึงจะหัวโปกนี่ แต่เป็นหัวหน้าห้องนะ เกรดสี่หมดนะ ตัวท้อปของโรงเรียนนะ พูดจาไพเราะ กริยามารยาทงาม ไม่เคยขาดส่งการบ้านสักครั้ง ทั้งหมดที่ทำอยู่นี่ไม่มีความหมายเลยใช่ไหมเมื่อ เป็นตุ๊ด
เป็นตุ๊ดแล้วผิดยังไง ตอนนั้นสงสัยมาก
แต่ก็ไม่ได้คิดจะเลิกนะ 555
เอ๊ะ หรือจริงๆ เรื่องเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้เราพิสูจน์ตัวเองโดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัวเราเอง …. ช่างมัน
กลับมาที่ปัจจุบัน ด้วยอายุเท่านี้ หน้าที่การงานเท่านี้ ถ้าใครสักคนจะต้องเลิกคบกับเราเพราะเราเป็นตุ๊ด เราโอเคเลยนะ ถ้าเขาเลิกไม่ได้เราเลิกให้เอง เรามีคนที่เรารักและรักเราอยู่มากแล้ว มากเกินพอแล้ว แล้วยิ่งถ้าเป็นเด็กน้อยหอยสังข์ที่คุณพ่อคุณแม่จะแบบ ไม่อยากให้เราเข้าใกล้ลูกเขานี่ เราก็โอเคนะ ถ้ามีบอกได้ เราสบายๆ เราเล่นกับตุ๊กตาที่บ้านเราได้ เราไม่ได้เหงาอะไร (ซึ่งต้องขอบคุณที่คณะคุณพ่อคุณแม่รอบกายเราตอนนี้ไม่มีใครเป็นเช่นนั้นเลย)
คุณแม่คะ อย่าไปบอกลูกให้เลิกคบเพื่อนที่เป็นตุ๊ดเลยค่ะ
เพราะลูกอาจตอบว่า “เขาไม่ใช่ตุ๊ด แต่เขาเป็นเมีย”
สวัสดี