ต้องรอด

มีเหตุการณ์หนึ่งในชีวิตที่คงจะฝังใจไปอีกนาน

ปลายปี 2552 ออกจากงานประจำมาได้ห้าเดือน ขณะนั้นก็มีงานไม่ประจำทำอยู่ แต่พอเป็นคำว่าไม่ประจำ ก็คือมีให้ทำก็มีรายได้ ไม่มีให้ทำก็ไม่มีรายได้ เลิกขอเงินจากที่บ้านแล้ว (แต่ก็ยังไม่มีจะส่งให้) ทำบัญชีรายรับรายจ่ายสม่ำเสมอ

ใกล้สิ้นเดือน เหมือนสิ้นใจ ธันวาคมเมื่อไรจะผ่านไป จำวันที่แน่ชัดไม่ได้ สมมติก็แล้วกันว่า วันที่ 28 จะได้เงินจากงานที่ทำ พอสักวันที่ 20 รู้สึกจะเหลือเงินไม่ถึงพัน ตอนนั้นมีบัญชีเงินฝากอยู่สองเล่ม พันนึงนี่คือรวมทั้งสองเล่มแล้ว

แม่ถามเสมอว่ามีเงินใช้ไหม ตอบแม่ทุกครั้งว่ายังมี ไม่ต้องห่วง ไว้ถ้าไม่มีจริงๆ จะยืมแม่แหละ ไม่ไปกู้นอกระบบให้เสียดอกหรอก

เราต้องรอด ต้องผ่านไปได้ และต้องผ่านไปได้ด้วยตัวเราเอง ครั้งนี้ก็เช่นกัน

เงินไม่ถึงพันกับเวลาแปดวัน วันละ 125 บาท ต้องวางแผนว่าจะอยู่อย่างไร ยังมีค่าเดินทางไปทำงานและอาหารสามมื้อ เดินทางก็รถเมล์เท่านั้น รถฟรียิ่งดี อาหารก็ไม่พ้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (ที่ถ้าคิดจริงๆ อาจแพงกว่าอาหารปกติเพราะกินซองเดียวไม่เคยอิ่ม)

จนวันที่ 27 กดเงินจนตัวเลขในบัญชีทั้งสองเหลือเพียงสองหลัก กดไม่ได้อีกแล้ว แต่อีกวันเดียวเอง

จะยืมเงินใครก็ได้ บอกแม่แม่ก็โอนมาให้ได้ทันที หรือจะขอนายจ้างให้โอนมาก่อนก็น่าจะได้ แต่ตอนนั้นมีอินเนอร์ประหนึ่งนางเอก “คุณหญิงนอกทำเนียบ” ผู้หยิ่งทรนง

เดินไปที่ตู้เอทีเอ็ม โอนเงินหลักสิบจากบัญชีหนึ่งไปยังอีกบัญชีหนึ่ง เลขสองหลักจากสองบัญชีรวมกันก็ได้เลขสามหลักขึ้นมา

กดเงินได้อีก 100 บาท รอด

……

ได้เวลาสรุปละ สรุปเก๋ๆ แล้วบทความจะออกมาดูดี แต่ไม่รู้จะสรุปว่าอะไร

คือคนลำบากกว่านี้ก็มีอีกมากมาย

แปดวันนั้นก็ยังใช้ชีวิตด้วยอาหารสามมื้อ ไม่ได้ดูต่อสู้อะไร

เตือนใจตัวเอง? เตือนใจคนอื่น? อะไรก็ได้

เอาเป็นว่าแค่เล่าให้ฟัง คนอ่านจะได้อะไรก็แล้วแต่

แต่คนเขียนนั่งอมยิ้มอยู่ ว่าครั้งนึงเราก็สู้ผ่านมาได้ด้วยตัวของเราเอง

จบ

 

หมายเหตุ ขอบคุณนายจ้างที่จ่ายค่าจ้างตามที่แจ้งไว้ ถ้าเลื่อนไปแม้เพียงอีกหนึ่งวัน ศจีไม่รู้จะอยู่อย่างไรเลยจริงๆ

Leave a comment